แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดอกพลับพลึง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดอกพลับพลึง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

ดอกพลับพลึงแดง

พลับพลึงแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Crinum amabile Donn.

ชื่อวงศ์: AMARYLLIDACEAE

ชื่อสามัญ: Red Crinum,Giant Lily

ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา

ลักษณะวิสัย: ไม้ล้มลุก

ลักษณะทั่วไป: เป็นพรรณไม้ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลำต้นอวบใหญ่ เนื้อในขาวและอ่อนนุ่ม ลำต้นโตเต็มที่ จะมีความสูง 3- 4 ฟุต ใบจะขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ตรงปลายใบจะแหลม ขอบใบเรียบไม่มีจัก เป็นสีเขียว ตรงโคนใบจะเป็นกาบ ซึ่งทำหน้าที่เป็นก้านใบห่อหุ้มเปลือกของลำต้น อยู่ผิวเนื้อใบจะอ่อนนุ่มและหนาเหนี่ยว ดอกจะออกเป็นช่อใหญ่ กลีบดอกด้านล่างจะเป็นสีแดงเข้ม หรือสีแดงเลือดหมู ดอกมีกลิ่นหอม จะออกปีละครั้ง

การขยายพันธุ์: แยกหน่อ

ประโยชน์:
ใบ นำเอามาย่างไฟ พันแก้ฟกช้ำ บวม เคล็ด ขัดยอก ใช้อยู่ไฟ หลังคลอดต้มรับประทานทำให้อาเจียนหัว มีรสขม ในอินเดียใช้เป็นยาระบาย ขับเสมหะ รักษาโรคเกี่ยวกับ น้ำดี เมล็ด เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ เป็นยาบำรุง

พลับพลึง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hymenocaelis littoralis Salisb.

ตระกูล AMARYLLIDACEAE

ชื่อสามัญ Crinum Lily,Cape Lily

ลักษณะทั่วไป

พลับพลึงเป็นพรรณไม้ล้มลุกขึ้นเป็นกอ และมีหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลมมีความกว้างประมาณ 15 ซม. และยาวประมาณ 30 ซม.ใบจะออกรอบ ๆ ลำต้น ลักษณะใบแคบยาวเรียว ใบจะอวบน้ำ ขอบใบจะเป็นคลื่น ตรงปลายใบจะแหลม ใบจะมีความยาวประมาณ 1 เมตร และกว้างประมาณ 10-15ซม. ดอกจะออกเป็นช่อ ตรงปลายจะเป็นกระจุกมีประมาณ 12-40 ดอก ตอนดอกยังอ่อนอยู่จะมีกาบเป็นสีเขียวอ่อน ๆ หุ้มอยู่ 2 กาบ ก้านช่อดอกจะมีความยาวประมาณ 90 ซม. ดอกมีความยาวประมาณ 15 ซม. กลีบดอกจะเป็นสีขาว และมีกลิ่นหอม เกสรตัวผู้จะมีอยู่ 6 อัน ติดอยู่ที่หลอดดอกตอนโคน ตรงปลายเกสรมีลักษณะเรียวแหลมยาวเป็นสีแดง โคนเป็นสีขาว ส่วนอับเรณูนั้น จะเป็นสีน้ำตาล ผลเป็นสีเขียวอ่อน และผลค่อนข้างกลม

ไม้พุ่มขนาดเล็ก มีหัวใต้ดินลักษณะเป็นกลีบๆเรียงเวียนเป็นวงซ้อนอัดแน่นเป็นลำต้นเทียม

เจริญเติบโตเป็นช่อชูส่วนของใบขึ้นมาเหนือดิน แตกกอ

ต้น : มีหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลมสูงประมาณ 30 ซม. ใบ รูปแถบแคบเรียวแหลม ออกตรงข้ามกันสองข้าง ขอบใบเรียบ อวบน้ำ

ใบ :ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่รอบต้น ใบรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 100-120 เซนติเมตร

ปลายเรียวมนถึงแหลมทู่ โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา สีเขียวเป็นมัน ปลายใบอ่อนโค้งลง

ดอก : สีขาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่มที่กลางต้น ก้านช่อดอกแข็งและค่อนข้างแบนยาว 30-45เซนติเมตร

ช่อละ 4-8 ดอก ดอกย่อยเกิดเดี่ยวๆ บนปลายก้านดอกย่อย กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปเรียวยาว กลีบดอกโคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด

ปลายแยกเป็น 6 แฉก มีส่วนที่ยื่นออกมาเป็นรูปแถบเรียวเล็ก ดอกบานเต็มที่กว้าง 8-10 เซนติเมตร

ประโยชน์ : ใบ นำเอามาย่างไฟ พันแก้ฟกช้ำ บวม เคล็ดขัดยอก ใช้อยู่ไฟหลังคลอด หัว มีรสขม ในอินเดียใช้เป็นยาระบาย

ขับเสมหะ รักษาโรคเกี่ยวกับน้ำด

ผล : ผลแห้งแตก เมล็ดรูปกลม สีดำ

เมล็ด รูปร่างกลม ๆ เล็ก แก่แล้วเป็นสีน้ำตาล ชอบขึ้นที่ดินชื้นแฉะ พบได้ทั่วประเทศ แยกหน่อปลูก

สรรพคุณทางยา

ใบ คนโบราณจะ รู้กันดีว่าสามารถนำมารักษาอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออักเสบ คลายเส้น แก้อาการฟกช้ำปวดบวมได้ และยังสามารถนำไปใช้กับคุณแม่ที่เพิ่งคลอด หรืออยู่ไฟได้ โดยเอามาประคบหน้าท้อง ทำให้มดลูกเข้าที่อยู่ตัว น้ำคาวปลาแห้ง ขจัดไขมันส่วนเกิน และขับของเสียต่างๆออกจากร่างกายคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ด้วย นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง ขับเสมหะ เป็นยาระบาย ทำให้คลื่นเหียนอาเจียน รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะและน้ำดี

เมล็ด สามารถขับเลือดประจำเดือนให้ออกมาให้หมดได้

ราก สามารถนำมาตำแล้วพอกแผลก็ได้

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...